ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดค้าปลีกสหรัฐฯ
เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลล่าสุดจาก Nielsen IQ และ Bain and Company เปิดเผยกับ CNBC ว่า ปริมาณการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกาเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยหลังจากที่ยอดซื้อทรงตัวในปี 2025 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางลบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา ซึ่งยอดการซื้อสินค้าลดลงถึง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า นี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะปกติแล้วอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคหรือ Grocery มักจะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจกำลังบีบให้ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตราคาและภาวะช็อกที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือภาวะเงินเฟ้อที่สะสมมานานหลายปี ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ จากเดิมที่การไปซื้อของเข้าบ้านหนึ่งครั้งในปี 2019 อาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 300 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันกลับต้องจ่ายสูงถึง 400 ดอลลาร์ แม้แต่กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูงก็ยังเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของราคาที่เพิ่มขึ้น (Sticker Shock) จนต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อของอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดย 28% ของผู้บริโภคยอมรับว่าพวกเขากำลังพยายามลดงบประมาณค่าอาหารอย่างจริงจัง และมากกว่าครึ่งหนึ่งหันไปเลือกซื้อสินค้าในแบรนด์ของห้างเอง (Private Label) หรือสินค้าที่มีราคาถูกกว่า รวมถึงการใช้คูปองส่วนลดที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
บทบาทของยา GLP-1 และนโยบายสวัสดิการของรัฐ
นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยทางสุขภาพและนโยบายภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ประการแรกคือการแพร่หลายของยา GLP-1 ที่ใช้ในการลดน้ำหนัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภค ทำให้ผู้คนมีความต้องการอาหารลดลง ประการที่สองคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายสวัสดิการ Snap ในปี 2026 ที่จำกัดการซื้อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและอาหารบางประเภท ส่งผลให้ยอดการซื้อในตะกร้าสินค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม
บริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่าง PepsiCo กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างหนัก โดยรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองในอเมริกาเหนือแสดงให้เห็นว่ารายได้จากกลุ่มอาหารลดลง 2% ในขณะที่ปริมาณการขายไม่เติบโต ผู้บริหารต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มโปรโมชั่นมากขึ้นเพื่อรับมือกับผู้บริโภคที่มีความไวต่อราคาสูง ในขณะที่ห้างค้าปลีกอย่าง Walmart และ Kroger ต่างต้องเร่งปรับตัวด้วยการทำสงครามราคาและการนำเสนอความคุ้มค่าที่จับต้องได้ โดยเน้นไปที่สินค้าจำเป็นที่ลูกค้าสังเกตเห็นราคาได้ง่าย เช่น เนื้อวัวบด ไก่ นม และไข่ไก่
บทสรุปและอนาคตของอุตสาหกรรม
ในขณะที่ร้านค้าแบบส่วนลดและคลับสโตร์กำลังได้รับชัยชนะจากการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวด้วยการใช้ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคมาเป็นตัวนำ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Loyalty Program ที่ตรงใจ หรือการเน้นย้ำความคุ้มค่าของสินค้าแบรนด์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการจะกลับมาสู่สภาวะปกติได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ค้าปลีกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรอให้ปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อโดยรวมปรับตัวดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยกลับคืนมาอีกครั้ง
ที่มา : youtube channel CNBC
