การเดินทางจากใบชาดั้งเดิมสู่แบรนด์คนรุ่นใหม่
เรื่องราวของแบรนด์ใบชาตราสามม้าที่มีอายุยาวนานกว่า 90 ปี ได้ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งถึงมือทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน จากเดิมที่การซื้อใบชาแบบดั้งเดิมเริ่มมีอัตราการบริโภคที่ลดลง ในขณะที่ตลาดชานมและชาพร้อมดื่มกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า ชาฉลอง เพื่อเข้ามาเชื่อมต่อระหว่างตำนานดั้งเดิมกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ความท้าทายและการคว้ามาตรฐานระดับโลก
การสร้างแบรนด์ใหม่ภายใต้รากฐานที่แข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้บริหารของแบรนด์เปิดเผยว่า การพัฒนาสูตรชาฉลองใช้เวลานานถึง 2 ปี และมีการทดลองพัฒนากว่า 100 สูตร โดยหัวใจสำคัญคือการไม่แต่งสีและไม่แต่งกลิ่นสังเคราะห์ แต่เน้นความหอมที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง เพื่อพิสูจน์คุณภาพ แบรนด์ได้ตัดสินใจส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดในสถาบันระดับโลกอย่าง Superior Taste Award ซึ่งเปรียบเสมือนมิชลินไกด์ของวงการเครื่องดื่มและขนม โดยตั้งเป้าหมายว่าหากไม่ได้รับรางวัลระดับดาว จะไม่นำผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่าย ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จเกินคาดหมายด้วยการคว้า 3 ดาวติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชาไทยแบรนด์แรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้
กลยุทธ์ "ฉลอง" และการเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม
ชื่อแบรนด์ "ฉลอง" สื่อถึงการเฉลิมฉลองในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยตั้งราคาให้จับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถดื่มได้ทุกวันแม้จะเป็นชาคุณภาพพรีเมียม กลยุทธ์ที่โดดเด่นคือการเปิด Flagship Store ที่เน้นการให้ลูกค้าได้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในตลาดชานมทั่วไป การตลาดแบบออร์แกนิคที่เกิดจากการบอกต่อและความประทับใจในคุณภาพ ทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดลูกค้าได้ทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุไปจนถึงคนรุ่นใหม่และพนักงานออฟฟิศ
หัวใจสำคัญของรสชาติและความหลากหลาย
ความแข็งแกร่งของแบรนด์เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ด้านใบชามาตลอด 90 ปี ทำให้มีความเข้าใจในการบริหารจัดการต้นทุนและการคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งปลูกชาชั้นนำทั่วโลก การใช้สายพันธุ์ชาที่หลากหลายในการเบลนด์ ทำให้แต่ละเมนูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีการใช้สารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ แต่ใช้วิธีการสกัดเย็นและการดึงความหอมจากดอกไม้ธรรมชาติเข้าสู่ใบชา เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่เหนือระดับ ผู้บริหารยังเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ โดยรางวัลระดับสากลเป็นเพียงสิ่งยืนยันว่าสิ่งที่แบรนด์ทำนั้นมาถูกทางแล้ว
อนาคตและการขยายตัวสู่ตลาดโลก
ในอนาคต แบรนด์วางแผนจะขยายสาขาโดยเน้นรูปแบบที่เล็กลงในลักษณะ Cloud Kitchen เพื่อความคล่องตัวในการบริการจัดส่ง โดยตั้งเป้าหมายการเปิดสาขาในประเทศไว้ไม่เกิน 40 แห่ง และมุ่งเน้นการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ดูไบ และลอนดอน ซึ่งมีการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยยังคงรักษามาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกแก้วที่ส่งถึงมือลูกค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
ที่มา : youtube channel BTimes
