วิเคราะห์โครงการโซลาร์รูฟท็อป: โอกาสหรือแค่การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับครัวเรือน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน ด้วยงบอุดหนุนแบบให้เปล่า 50,000 บาท ผสมกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ดีในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาด้านแหล่งเงินทุนที่เดิมทีมีเพียงผู้มีกำลังทรัพย์สูงเท่านั้นที่สามารถติดตั้งได้
อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและตรงจุด การแจกเงินแบบหว่านแหอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่สุด ควรมีการจำกัดกลุ่มเป้าหมายไปที่รายได้หรือขนาดของบ้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มคนชั้นกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือนมากที่สุด หากมองในมุมของบ้านหลังใหญ่ งบ 50,000 บาทแทบจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับต้นทุนการติดตั้งระบบ 10-30 กิโลวัตต์ที่สูงถึง 500,000 บาทขึ้นไป
ทำความเข้าใจ Net Billing vs Net Metering
ปัญหาสำคัญที่ทำให้การคืนทุนล่าช้าคือระบบ Net Billing ที่รัฐบาลใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการรับซื้อไฟจากประชาชนในราคาที่ต่ำเพียง 2 บาทกว่า แต่ขายให้ประชาชนในราคา 4 บาทกว่า สิ่งนี้ทำให้ระยะเวลาคืนทุนยืดออกไปถึง 11 ปี หากเทียบกับระบบ Net Metering ที่ใช้ในต่างประเทศ ซึ่งรับซื้อในราคาเท่ากับที่ขายให้ประชาชน (ซื้อ 4 บาท ขาย 4 บาท) จะเห็นได้ว่าระบบปัจจุบันทำให้ประชาชนเสียเปรียบและไม่จูงใจให้เกิดการติดตั้งจริง
การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ Net Metering จะช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นโรงไฟฟ้ากระจายตัว ซึ่งช่วยให้รัฐลดภาระการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และระบบสายส่งมหาศาล อีกทั้งยังสามารถนำพลังงานสะอาดนี้ไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มธุรกิจอย่าง Data Center ที่มีความต้องการพลังงานสีเขียวในราคาที่สูงขึ้นได้อีกด้วย
ข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและฝีมือแรงงาน
เป้าหมายการติดตั้ง 500,000 ครัวเรือนในระยะเวลาอันสั้นถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และช่างผู้ชำนาญการ การจะเร่งอัตราการติดตั้งให้สูงขึ้น 5-6 เท่าจากปีที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องง่าย และหากไม่เตรียมความพร้อมเรื่องห่วงโซ่อุปทานให้ดี อาจเกิดปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และคิวติดตั้งที่ยาวนานเกินกว่าจะรองรับได้
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือความปลอดภัยจากการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน การเกิดเพลิงไหม้ที่ผ่านมามักมีสาเหตุมาจากขั้วต่อสายไฟที่ไม่แน่นหรือการเลือกใช้ช่างที่ขาดทักษะ การสนับสนุนโครงการนี้จึงควรควบคู่ไปกับการฝึกอบรมช่างอย่างเป็นระบบ และบังคับใช้มาตรฐานอุปกรณ์ป้องกัน เช่น AFCI หรือ Optimizer เพื่อลดความเสี่ยง 100%
การพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนและ Local Content
ในความเป็นจริง แผงโซลาร์เซลล์ในไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าและประกอบขั้นสุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากวัตถุดิบหลักอย่างซิลิคอนเวเฟอร์ถูกควบคุมโดยประเทศจีนมากกว่า 96% ของโลก ดังนั้นการจะตั้งเป้าผลิตเองทั้งหมดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เงินลงทุนสูงมหาศาล สิ่งที่ทำได้จริงคือการมุ่งเน้นที่ Local Content ในส่วนของสายไฟ รางอลูมิเนียม และการสร้างอาชีพใหม่ๆ เช่น บริการล้างแผงโซลาร์และการดูแลรักษา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า
ที่มา : youtube channel สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
