จุดเริ่มต้นจากร้านค้าเล็กๆ สู่ความยิ่งใหญ่
หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ 'สหพัฒน์' สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงตลอดระยะเวลา 84 ปี ผมขอเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วจุดเริ่มต้นของเราไม่ได้ชื่อสหพัฒน์ครับ แต่เดิมเราคือบริษัท 'เทียบเซ่งเชียง' ซึ่งตั้งอยู่ในย่านถนนทรงวาด ตรอกอเนีย ในสมัยนั้นคุณพ่อของผมคุณเทียม โชควัฒนา ได้ดูแลกิจการนี้อย่างทุ่มเท เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย มีเพียงสินค้าประเภทเป็ดที่สั่งมาจากฮ่องกงและญี่ปุ่นมาขาย ซึ่งก็ไม่ได้มีกำไรมากมายอะไรนัก
ผมเติบโตมาในสภาพแวดล้อมนั้น ได้เห็นคุณพ่อทำงานอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งคุณพ่อได้พบกับคุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน ท่านทั้งสองได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจากเทียบเซ่งเชียงมาเป็น 'สหพัฒนพิบูล' ซึ่งชื่อนี้มีความหมายถึงความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จ และการร่วมมือกัน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นบริษัทมหาชนในปัจจุบันครับ
ก้าวผ่านวิกฤตด้วยหลักคิด 'วิกฤตคือโอกาส'
สำหรับคำถามที่ว่าสหพัฒน์ไม่เคยขาดทุนเลยจริงหรือ ผมต้องบอกว่าในประวัติศาสตร์ของเรามีช่วงที่ลำบากบ้าง โดยเฉพาะในปี 2528 ซึ่งตอนนั้นผมได้เข้ามาช่วยงานคุณพ่อพอดี ธุรกิจประสบปัญหาขาดทุนเล็กน้อยเนื่องจากเศรษฐกิจและสินค้าที่ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ผมจึงใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนระบบงานต่างๆ ให้ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผมยึดถือเสมอว่า 'วิกฤตคือโอกาส' ถ้าธุรกิจดีตลอดเวลา เราก็อาจจะติดอยู่ใน Comfort Zone ไม่คิดจะปรับปรุงอะไร แต่พอเกิดวิกฤต มันบีบให้เราต้องคิด ต้องหาทางออก ต้องหาสินค้าใหม่ๆ ที่มีกำไรดีกว่าเดิมมาจำหน่าย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สหพัฒน์เติบโตอย่างยั่งยืนครับ
หลักการบริหาร: อย่าทำในสิ่งที่ตนไม่ถนัด
คุณพ่อมักจะสอนผมเสมอว่า อย่าทำสินค้าที่อยู่นอกเหนือความชำนาญของเรา หากเราไม่ถนัดหรือไม่มีบุคลากรที่เก่งพอมาช่วย ก็อย่าไปทำ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในศีลธรรม เราจะไม่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุข เช่น เหล้า เบียร์ หรือบุหรี่ แม้ว่ากำไรจะดีเพียงใดก็ตาม เพราะคุณพ่อมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคม
โตแล้วแตก แตกแล้วโต
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราคือการให้ผู้บริหารที่เก่งๆ แยกตัวออกไปตั้งบริษัทใหม่ เพื่อให้เขารู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ เราเรียกหลักการนี้ว่า 'โตแล้วแตก แตกแล้วโต' ซึ่งช่วยให้บริษัทในเครือของเราขยายตัวออกไปได้มากมาย หลายบริษัทในเครือก็เติบโตมาจากแนวคิดนี้ครับ
หัวใจสำคัญของการบริการ: ลูกค้าคือพระเจ้า
สำหรับสหพัฒน์ ลูกค้าคือบุคคลสำคัญที่สุด เรายึดหลัก 'Customer is the King' เสมอ เราไม่ได้แค่ขายของให้จบไป แต่เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ช่วยเหลือและอุ้มชูเขาให้เติบโตไปพร้อมกับเรา แม้ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงจากร้านค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) มาเป็นโมเดิร์นเทรด เราก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกค้ากลุ่มเดิม เรายังคงรักษาความสัมพันธ์ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องครับ
ความซื่อสัตย์คือคุณค่าที่ต้องส่งต่อ
ผมได้ริเริ่มแบรนด์สินค้าที่ชื่อว่า 'ซื่อสัตย์' เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ด้วยความตั้งใจที่อยากให้คำนี้คงอยู่ในความคิดของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่หรือผงซักฟอก เราจะใส่คติสอนใจไว้บนบรรจุภัณฑ์เสมอ เพื่อเตือนใจให้คนนึกถึงความซื่อสัตย์ในทุกรูปแบบ สำหรับผมแล้ว ความซื่อสัตย์ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือคุณสมบัติของคนดีที่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำครับ
ที่มา : youtube channel ประชาชาติธุรกิจ
