เข้าใจวงจรชีวิตและการวางแผนเกษียณ
ชีวิตคนเราเปรียบเสมือนเส้นเวลาที่แบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือช่วงการทำงานสร้างตัวและสะสมความมั่งคั่ง กับช่วงเกษียณอายุที่ต้องหยุดทำงานและใช้เงินเก็บที่สะสมไว้ การจะเกษียณอย่างมีความสุขและมีเงินใช้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนั้น ต้องอาศัยการวางแผนที่รัดกุม โดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่าเราต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อค่าครองชีพไปจนถึงอายุขัยที่คาดการณ์ไว้
1. กลยุทธ์ใช้เงินเก็บจนวันตาย
วิธีที่ง่ายที่สุดแต่มีความเสี่ยงสูงคือการถอนเงินเก็บออกมาใช้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดอายุขัย หากเป้าหมายคือการมีเงินใช้เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 30 ปีหลังเกษียณ คุณจำเป็นต้องมีเงินก้อนถึง 9 ล้านบาท และหากต้องการใช้เดือนละ 100,000 บาท คุณต้องมีเงินสูงถึง 36 ล้านบาท ข้อเสียหลักของวิธีนี้คือความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ทำให้มูลค่าเงินลดลง รวมถึงความเสี่ยงหากอายุยืนเกินกว่าที่วางแผนไว้หรือมีเหตุฉุกเฉินทางการเงินที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
2. กฎการถอนเงิน 4 เปอร์เซ็นต์ (The 4% Rule)
เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการยอมรับจากงานวิจัย Trinity Study โดยระบุว่าหากคุณสามารถลงทุนในพอร์ตหุ้นและพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี คุณจะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ 4% ของเงินต้นในปีแรกและปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อได้ทุกปี โดยที่เงินต้นจะไม่หมดไป วิธีนี้ต้องอาศัยวินัยในการเลือกสินทรัพย์ เช่น การลงทุนในกองทุนดัชนีอย่าง SP 500 ผสมกับพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่ยั่งยืน
3. การกินดอกเบี้ยธนาคาร
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การพึ่งพาดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก หากคุณต้องการเงินใช้เดือนละ 25,000 บาท จากดอกเบี้ย 0.5% คุณต้องมีเงินต้นมากถึง 60 ล้านบาท ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ตอบโจทย์สำหรับการวางแผนเกษียณในยุคปัจจุบัน
4. การลงทุนในหุ้นกู้
หุ้นกู้เปรียบเสมือนการให้บริษัทเอกชนยืมเงิน โดยเราจะได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด ข้อดีคือช่วยปกป้องเงินต้นได้ดีกว่าหุ้นทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ในการเลือกบริษัทที่มีความมั่นคงสูง โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) เป็นหลัก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
5. การเลือกหุ้นปันผล
การลงทุนในหุ้นปันผลเป็นวิธีที่หลายคนใฝ่ฝัน เพราะได้รับกระแสเงินสดที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเลือกหุ้นปันผลเพียงแค่ดูที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สูงๆ นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด หากราคาหุ้นตกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะได้รับปันผลสูงก็ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียเงินต้น ดังนั้นควรเน้นเลือกบริษัทที่มีพื้นฐานดี มีกำไรเติบโต และสามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
6. การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs
REITs คือการนำเงินรายย่อยมารวมกันเพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรืออาคารสำนักงาน ซึ่งรายได้หลักมาจากค่าเช่า เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำกำไรมาแบ่งให้ผู้ถือหน่วยลงทุน วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับ Passive Income ที่น่าสนใจ แต่ต้องศึกษาทำเลและศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนนั้นถือครองอยู่ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืน
ที่มา : youtube channel Paul Pattarapon พอล ภัทรพล
