จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเหนือดินแดนแอตแลนติกใต้
หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า ลาสมาร์วีนัส กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินาชูป้ายแสดงสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก แม้จะเป็นเพียงการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ปลุกแผลเก่าจากสงครามฟอล์กแลนด์ในปี 1982 ให้กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง ข้อพิพาทนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความขัดแย้งเชิงอธิปไตยที่ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 200 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนของมหาอำนาจในยุคอาณานิคม
ประวัติศาสตร์การครอบครองและการอ้างสิทธิ์
ย้อนกลับไปในปี 1690 กัปตันจอห์น สตรอง ชาวอังกฤษ ได้เดินทางผ่านช่องแคบระหว่างเกาะหลักสองเกาะและตั้งชื่อว่า ฟอล์กแลนด์ซาวด์ ซึ่งกลายเป็นชื่อของหมู่เกาะในเวลาต่อมา ทว่าในยุคนั้นยังไม่มีผู้ตั้งถิ่นฐานถาวร ต่อมาในปี 1764 ฝรั่งเศสได้จัดตั้งชุมชนแห่งแรกขึ้นบนเกาะอีสต์ฟอล์กแลนด์ และอังกฤษก็ตามมาตั้งชุมชนของตนในปี 1765 ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อสเปนเข้ามามีบทบาทและบีบให้อังกฤษต้องถอนตัวออกไปชั่วคราวในช่วงปี 1770 จนกระทั่งอังกฤษตัดสินใจถอนกำลังออกไปทั้งหมดในปี 1774 ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ แต่ยังคงทิ้งแผ่นป้ายประกาศสิทธิ์ไว้เพื่อยืนยันเจตนารมณ์
เมื่ออาร์เจนตินาประกาศเอกราชจากสเปนในปี 1816 พวกเขาอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะนี้โดยมองว่าตนได้รับสิทธิ์สืบต่อมาจากสเปน อย่างไรก็ตาม ในปี 1833 อังกฤษได้ส่งกองเรือกลับเข้ามาควบคุมเกาะและขับไล่กองกำลังของอาร์เจนตินาออกไป นับตั้งแต่นั้นมา อังกฤษได้ปกครองหมู่เกาะนี้อย่างต่อเนื่องและประกาศให้เป็นอาณานิคมในปี 1840 ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร
สงครามฟอล์กแลนด์และการสูญเสียที่ไม่มีวันลืม
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความบาดหมางอย่างรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 1982 เมื่ออาร์เจนตินาส่งกำลังทหารเข้ายึดหมู่เกาะ นำไปสู่สงครามที่ยาวนาน 74 วัน อังกฤษตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังทหารข้ามโลกมายังแอตแลนติกใต้ สงครามครั้งนี้สร้างความสูญเสียอย่างหนัก โดยมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 900 คน ประกอบด้วยทหารอังกฤษ 255 นาย ทหารอาร์เจนตินา 649 นาย และชาวเกาะอีก 3 คน เหตุการณ์สำคัญที่โลกจดจำคือการจมเรือรบ เอชเอ็มเอส คอนเคอเรอร์ ของอังกฤษที่ยิงตอร์ปิโดใส่เรือลาดตระเวน เออาร์เอ เจเนอรัล เบลกราโน ของอาร์เจนตินา ส่งผลให้ทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 323 นายในคราวเดียว
การลงประชามติและมุมมองของประชาชน
ในปี 2013 ประชาชนบนหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ได้ลงประชามติเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง ผลปรากฏว่า 99.8% ต้องการให้หมู่เกาะยังคงสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม อาร์เจนตินายังคงปฏิเสธผลการลงประชามตินี้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นบูรณภาพแห่งดินแดนระหว่างสองรัฐ ไม่ใช่สิทธิ์ในการกำหนดอนาคตตนเองของชาวเกาะ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานที่เข้ามาภายหลังปี 1833
กีฬาและการเมืองที่แยกกันไม่ออก
ข้อพิพาทนี้มักถูกนำมาโยงเข้ากับกิจกรรมทางกีฬาอยู่เสมอ เช่น ในฟุตบอลโลกปี 1986 ที่เม็กซิโก ซึ่งเปรียบเสมือนการล้างแค้นทางอารมณ์สำหรับชาวอาร์เจนตินา หรือกรณีล่าสุดที่นักเตะชูป้ายในสนาม จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องการแสดงออกทางการเมืองในสนามแข่งขัน ซึ่งทาง FIFA มีกฎระเบียบห้ามไว้อย่างเคร่งครัด แม้แต่ในโอลิมปิกปี 2012 ที่ลอนดอน ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่อาร์เจนตินาใช้หมู่เกาะเป็นฉากในโฆษณาจนถูกคณะกรรมการโอลิมปิกสากลตักเตือน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้สงครามจะจบลงไปนานแล้ว แต่แผลทางใจและอุดมการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ที่มา : youtube channel THE STANDARD
