ความใจดีกับการทำงาน: เส้นแบ่งระหว่างการเป็นผู้ให้กับการถูกเอาเปรียบ
เคยไหมครับที่คุณทุ่มเทช่วยเหลืองานคนอื่นตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งตอบคำถาม แก้ปัญหา หรือรับงานเพิ่ม แต่เมื่อหันกลับมาดูงานของตัวเองกลับพบว่าแทบไม่ได้ขยับไปไหนเลย ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องกายภาพ แต่มันมาพร้อมกับคำถามในใจว่า เรากำลังใจดีจนเกินไปหรือไม่ และคนที่เอาตัวรอดเก่งกว่ากำลังก้าวหน้าไปไกลกว่าเราหรือเปล่า คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่หนังสือ Give and Take ของ อดัม แกรนท์ ได้พาเราไปสำรวจคำตอบที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์และการเติบโตในสายอาชีพ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าคนที่เป็นผู้ให้ (Givers) จะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ข้อมูลกลับชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้มีทั้งกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและแย่ที่สุดในองค์กร ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีให้ที่ชาญฉลาด การเป็นคนใจดีไม่ได้หมายความว่าคุณต้องยอมเสียสละจนตัวเองพัง แต่หมายถึงการมีระบบป้องกันตัวเองและรู้จักจัดลำดับความสำคัญให้เป็น
3 รูปแบบของมนุษย์ในความสัมพันธ์
ผู้บรรยายได้หยิบยกการแบ่งกลุ่มคนจากหนังสือออกมาเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ กลุ่มที่ชอบให้ก่อน, กลุ่มที่มองหาผลตอบแทน และกลุ่มที่ยึดความสมดุล ซึ่งการเข้าใจรูปแบบเหล่านี้ช่วยให้เราสังเกตพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการไม่ด่วนติดป้ายตัดสินใครตลอดชีวิต แต่ให้ดูที่พฤติกรรมซ้ำๆ เมื่อต้องตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไรเป็นอันดับแรก
สำหรับผู้ที่ชอบให้ ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการไม่มีขอบเขต เราอาจช่วยทุกคนด้วยความเต็มใจในช่วงแรก แต่หากช่วยจนงานหลักของตัวเองพัง ความช่วยเหลือเหล่านั้นก็จะไม่ยั่งยืนและอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟหรือความโกรธเคืองในภายหลัง การจะช่วยคนอื่นโดยไม่หายไปจากงานของตัวเองนั้น ต้องมีเส้นแบ่งระหว่างการช่วยให้เขาเดินต่อได้กับการรับภาระมาทำแทนเขาเสียเอง
เคล็ดลับการปฏิเสธอย่างสร้างสรรค์และรักษาระดับพลังงาน
ปัญหาของหลายคนไม่ได้เกิดจากงานใหญ่ แต่เกิดจากคำขอเล็กๆ น้อยๆ ที่กระจายอยู่ตลอดทั้งวันจนทำลายสมาธิ วิธีที่ใช้ได้จริงคือ อย่าเพิ่งตอบตกลงทันที แต่ให้เวลาตัวเองพิจารณา 3 คำถามคือ เรื่องนี้จำเป็นแค่ไหน เราเป็นคนที่เหมาะที่สุดจริงหรือไม่ และหากรับงานนี้แล้วต้องเลื่อนงานส่วนตัวอะไรออกไปบ้าง ทุกการตอบรับย่อมมีการปฏิเสธสิ่งอื่นซ่อนอยู่เสมอ
การกำหนดขอบเขตที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ประโยคเย็นชา คุณสามารถแสดงความใจดีได้ในรูปแบบที่จำกัดเวลา เช่น การบอกว่าช่วยดูให้ได้ใน 10 นาที หรือเลือกช่วยในเวลาที่เหมาะสมสำหรับเรา ระบบแบบนี้ช่วยลดความรู้สึกผิดเพราะเราไม่ได้ปฏิเสธการช่วยทั้งหมด เพียงแค่เปลี่ยนจากการพร้อมรับทุกเวลาเป็นการช่วยในแบบที่ยังรักษาเป้าหมายของตัวเองไว้ได้
อย่าดูคนจากตอนที่เขาต้องการเรา
ข้อคิดที่คมที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คือ หากอยากรู้ว่าใครเป็นคนอย่างไร อย่าดูตอนที่เขาอยู่กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะทุกคนสามารถสุภาพได้เมื่อมีผลประโยชน์ แต่ควรดูว่าเขาปฏิบัติต่อคนที่ไม่มีอะไรให้เขาได้อย่างไร เช่น พนักงานใหม่หรือเพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกัน พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มักสะท้อนตัวตนที่แท้จริงได้ดีกว่าคำพูดสวยหรู
ในท้ายที่สุด การให้ที่ดีควรมาพร้อมกับการสังเกตเพื่อเลือกความสัมพันธ์ที่ควรลงทุนต่อ การให้ไม่ใช่การทำบัญชีที่ต้องแลกเปลี่ยนหมัดต่อหมัด แต่ควรเป็นการให้ในระดับที่เรายังรู้สึกสบายใจและไม่ถูกทำลาย หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ช่วยคนอื่นจนงานตัวเองแทบไม่เดิน หรือเคยได้รับความช่วยเหลือเล็กๆ ที่เปลี่ยนเรื่องใหญ่ในชีวิต นั่นคือสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ในสมดุลที่สำคัญ อย่าลืมว่าการเป็นคนให้ที่ดีไม่ได้หมายถึงการให้ทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่าอะไรควรให้และอะไรควรเก็บไว้เพื่อรักษาความเป็นตัวเองครับ
ที่มา : youtube channel เล่มโปรดของฉัน
