เปิดโฉม 4 สังเวียนแข้งศึก AFF Cup 2026 รอบรองชนะเลิศ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทัพช้างศึก ทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน หรือ AFF Cup 2026 ได้มีการเปิดเผยรายชื่อ 4 สนามแข่งขันที่จะใช้ในรอบรองชนะเลิศอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทั้ง 2 คู่ของการแข่งขันในรอบนี้ได้มีการกำหนดรายละเอียดทั้งความจุสนามและโปรแกรมการแข่งขันที่ชัดเจน เพื่อให้แฟนบอลเตรียมตัวรับชมและส่งกำลังใจเชียร์ทีมรักได้อย่างเต็มที่
สำหรับการแข่งขันในคู่ระหว่างทีมชาติสิงคโปร์ พบกับ ทีมชาติไทย เลกแรกจะแข่งขันในวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 20.00 น. ณ สนามจาลัน เบซาร์ สเตเดียม ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสนามที่มีความจุประมาณ 6,500 ที่นั่ง ในขณะที่เลกที่ 2 จะกลับมาแข่งขันที่ประเทศไทยในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 20.00 น. ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งสามารถรองรับแฟนบอลได้มากถึง 51,000 ที่นั่ง
ในส่วนของอีกคู่หนึ่งที่เป็นการพบกันระหว่างทีมชาติมาเลเซีย และทีมชาติเวียดนาม เลกแรกจะฟาดแข้งกันในวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 20.00 น. ณ สนามกัวลาลัมเปอร์ สเตเดียม ประเทศมาเลเซีย ความจุ 18,000 ที่นั่ง ส่วนเลกที่ 2 จะไปตัดสินกันในวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 20.00 น. ณ สนามหมีดิ่ง สเตเดียม ประเทศเวียดนาม ที่มีความจุถึง 40,000 ที่นั่ง ถือเป็นแมตช์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอลในภูมิภาคนี้
ช้างศึกพร้อมลุย! ประเดิมนัดแรกเยือนสิงคโปร์
ทัพช้างศึกทีมชาติไทยภายใต้การคุมทัพของเฮดโค้ช มีกำหนดการเดินทางไปเยือนสิงคโปร์ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญที่จะชี้ชะตาโอกาสในการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แฟนบอลชาวไทยที่ต้องการติดตามรับชมการถ่ายทอดสดสามารถติดตามรายละเอียดการรับชมผ่านช่องทาง Vision Now ได้ตลอดการแข่งขัน
การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะทุกนัดในรอบรองชนะเลิศมีความหมายต่อการคว้าแชมป์อาเซียนสมัยใหม่ โดยแฟนบอลทุกคนต่างตั้งตารอคอยว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร และทัพช้างศึกจะสามารถก้าวผ่านด่านสิงคโปร์ไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
บูรพายูไนเต็ดโชว์ฟอร์มโหด ถล่มทีมดังเวียดนาม 4-0
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลไทย คือผลงานของสโมสรบูรพายูไนเต็ด ทีมจากศึกไทยลีก 3 ที่เพิ่งรวมตัวฝึกซ้อมได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่กลับสามารถโชว์ฟอร์มสุดเซอร์ไพรส์ในเกมอุ่นเครื่อง ด้วยการเอาชนะทีมโฮจิมินห์ ซิตี้ เอฟซี ทีมจากลีกสูงสุดของประเทศเวียดนามไปได้อย่างขาดลอยถึง 4-0
โฮจิมินห์ ซิตี้ เอฟซี ถือเป็นทีมที่มีคุณภาพสูง โดยจบอันดับที่ 5 ในศึกวีลีกฤดูกาลที่ผ่านมา และยังคว้าสิทธิ์ลงเล่นในศึก Shopee Club 2026 ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับสโมสรจากประเทศไทยอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ ราชบุรี เอฟซี อีกด้วย การที่ทีมไทยลีก 3 สามารถเอาชนะทีมระดับนี้ได้ด้วยสกอร์ที่ห่างขนาดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากสำหรับทิศทางของสโมสรในอนาคต
แม้ว่าเกมนี้จะต้องยุติลงก่อนจบการแข่งขันเนื่องจากฝนตกหนัก แต่ชัยชนะ 4-0 ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความทะเยอทะยานของบูรพายูไนเต็ด ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่เล่นในไทยลีก 3 เท่านั้น แต่ต้องการก้าวขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดของไทยให้ได้ในอนาคตอันใกล้
สมาคมฟุตบอลไทยออกกฎเหล็ก ความปลอดภัยจากพายุฝน
สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือแจ้งแนวทางปฏิบัติกรณีเกิดสภาวะอากาศอันตรายจากฟ้าแลบและฟ้าร้องในการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพทุกรายการ เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา ผู้ตัดสิน และแฟนบอล โดยนายเอกพล พลนาวี เลขาธิการสมาคมฯ ได้กำชับให้ทุกสโมสรและผู้เกี่ยวข้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
แนวทางปฏิบัติดังกล่าวประกอบด้วย 3 ข้อหลัก คือ 1. หากพบฟ้าแลบและระยะเวลาระหว่างการเห็นฟ้าแลบกับการได้ยินเสียงฟ้าร้องน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 วินาที ให้ถือเป็นสภาวะอันตรายและต้องหยุดเกมการแข่งขันชั่วคราว พร้อมนำนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
2. การเฝ้าระวังและการกลับมาแข่งขัน โดยผู้ตัดสินและผู้ควบคุมการแข่งขันจะประเมินสถานการณ์ร่วมกันก่อนอนุญาตให้แข่งต่อ และ 3. หากสภาวะอากาศเลวร้ายไม่ดีขึ้นเกินกว่า 60 นาที นับตั้งแต่หยุดเกมครั้งแรก ให้พิจารณาตามระเบียบการแข่งขันว่าด้วยเหตุสุดวิสัย เพื่อตัดสินใจยุติหรือเลื่อนการแข่งขันออกไป ทั้งนี้สโมสรเจ้าบ้านต้องเตรียมพื้นที่หลบภัยและแผนการอพยพให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
คาราบักเล็งดึง 2 แนวรับอาเซียนเสริมทัพ
ปิดท้ายด้วยข่าวตลาดนักเตะ คาราบัก เอฟซี สโมสรชั้นนำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน ตกเป็นข่าวว่ากำลังให้ความสนใจ จัสติน ฮับเนอร์ กองหลังทีมชาติอินโดนีเซีย และ คูลส์ แนวรับทีมชาติมาเลเซีย เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในแผงหลัง โดยสื่อจากอาเซอร์ไบจานระบุว่าสโมสรต้องการตัวฮับเนอร์เป็นพิเศษ เนื่องจากมองว่ามีคุณสมบัติและศักยภาพสูงในวัยเพียง 22 ปี
ในขณะที่จัสติน ฮับเนอร์ ปัจจุบันกำลังค้าแข้งอยู่ในลีกเนเธอร์แลนด์ ทางด้าน คูลส์ ในวัย 30 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งรายชื่อที่สโมสรให้ความสนใจ การที่สโมสรในยุโรปหันมาจับตามองผู้เล่นจากภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่านักเตะในย่านนี้เริ่มมีฝีเท้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และอาจเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาอาชีพนักฟุตบอลของพวกเขาในเวทีระดับสูงต่อไป
ที่มา : youtube channel ชายผู้บ้าคลั่งบอลไทย
