สถานการณ์ความเปราะบางของเงินเยนและเดิมพันครั้งใหญ่ของนักลงทุน
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกต่างปักใจเชื่อว่าค่าเงินเยนของญี่ปุ่นไม่มีทางรอดพ้นจากภาวะอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องได้ จึงเกิดปรากฏการณ์การทำ Short Sell เงินเยนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะพยายามทุ่มเงินมหาศาลจากคลังเพื่อเข้าแทรกแซงค่าเงิน แต่ก็ดูเหมือนจะได้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทำให้นักลงทุนกลุ่มที่ถือสถานะ Short ยิ่งมั่นใจว่าตนเองอยู่ข้างที่ชนะ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนอาจมองข้ามคือความตั้งใจจริงของญี่ปุ่นในครั้งนี้ หากญี่ปุ่นเลือกที่จะยอมให้เศรษฐกิจภายในได้รับผลกระทบ เพื่อแลกกับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนไม่ให้พังทลายลง ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้ตกอยู่ที่ญี่ปุ่นเพียงลำพัง แต่อาจส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังตลาดสินทรัพย์เครดิตทั่วโลกที่อาศัยการกู้ยืมเงินเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำมาลงทุน
กลยุทธ์การระดมเงินเยนกลับบ้าน (Repatriation)
ปัจจุบัน BOJ ดูเหมือนจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการแทรกแซงโดยตรง มาเป็นการใช้นโยบายที่ดึงดูดให้เงินทุนไหลกลับประเทศ หรือที่เรียกว่า Repatriation โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณให้กองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง GPIF พิจารณาย้ายการลงทุนจากสินทรัพย์ต่างประเทศกลับมายังสินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นเอง
วิธีการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นจะไม่ยอมให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหมือนในอดีตอีกต่อไป การขยับขึ้นดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยของญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากเงินเยนเปรียบเสมือนตัวกำหนดต้นทุนของกลยุทธ์ Carry Trade ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ในการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่า
เมื่อค่าเงินเยนแข็งค่า ต้นทุนทางการเงินของโลกก็พุ่งสูงขึ้น
ในประวัติศาสตร์การเงิน เรามักเห็นว่าทุกครั้งที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จะนำไปสู่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี 1998, 2008 หรือช่วงวิกฤตโควิด-19 การแข็งค่าของเงินเยนทำให้สถานะการลงทุนที่กู้ยืมเงินเยนมาต้องถูกบังคับปิด (Unwind) หรือที่เรียกว่าภาวะ Margin Call ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นและพันธบัตรในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่กู้ยืมเงิน แต่ยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หากญี่ปุ่นตัดสินใจขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อนำเงินกลับมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของตนเองที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหรัฐฯ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบ 30 ปีที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่ ญี่ปุ่นกำลังเลือกระหว่างการรักษาค่าเงินเพื่อไม่ให้เงินออมของประชาชนสูญสลาย กับการแบกรับภาระหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 200% ต่อ GDP การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือการประกาศศักดาในฐานะต้นตำรับการเงินสมัยใหม่ที่โลกต้องหันมาจับตามอง
ที่มา : youtube channel Sai_MoneyMonster
