วิกฤตความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นในกัมพูชา
เหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่นำไปสู่การปิดด่านพรมแดน ได้ส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาระต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การตัดสินใจถอนบุคลากรและปรับลดการลงทุนในกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด
การปิดเส้นทางขนส่งทางบกส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันไปพึ่งพาการขนส่งทางทะเลผ่านท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นท่าเรือเพียงแห่งเดียวในประเทศที่รองรับการเดินเรือระหว่างประเทศได้ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เนื่องจากภาระค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือที่ผู้ประกอบการระบุว่าอยู่ในระดับที่สูงจนเกินความเหมาะสม
ปัญหาต้นทุนท่าเรือสีหนุวิลล์และความขัดแย้งกับผู้ประกอบการ
ท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างผ่านโครงการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการจากญี่ปุ่น พร้อมกับทางด่วนเชื่อมต่อสู่กรุงพนมเปญระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าในช่วงไตรมาสแรกของปีจะเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งส่งผลให้รัฐวิสาหกิจผู้บริหารท่าเรือทำกำไรพุ่งสูงขึ้นเกือบ 6 เท่า แต่กลุ่มนักลงทุนกลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ถูกผลักภาระมาให้
นายฮิโรชิ อุเอสึ ซีอีโอของเขตเศรษฐกิจพิเศษ Royal Group พนมเปญ ได้ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการบริหารจัดการของภาครัฐ ที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินสนับสนุนจากต่างชาติ แต่กลับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่แพงกว่าท่าเรือหลักในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบใหม่ที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งานอย่างมาก นั่นคือการนับค่าฝากตู้คอนเทนเนอร์ย้อนหลังตั้งแต่วันแรกหากเกินระยะเวลาปลอดค่าธรรมเนียม 4 วัน
แม้ทางรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะออกมาชี้แจงว่าค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการไม่ได้อยู่ในระดับที่สูง แต่ปัญหาหลักเกิดจากการใช้จ่ายนอกระบบที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปราบปราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ขาออกที่มักจะเป็นตู้เปล่าถึง 40% ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาในภาพรวม
วิกฤตโลจิสติกส์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจกัมพูชาที่กำลังชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในปีนี้ลงเหลือ 3% จากเดิมที่คาดไว้ 4% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อย่าง Mitsubishi Corporation ตัดสินใจถอนบุคลากรออกจากกัมพูชาไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สถานการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องอาศัยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะในวันที่การแข่งขันระดับภูมิภาคมีความเข้มข้น การผลักภาระต้นทุนให้กับนักลงทุนอาจกลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเศรษฐกิจของตนเองในระยะยาว
ที่มา : youtube channel กรุงเทพธุรกิจ
