เวียดนามไฟเขียว Starlink ปูพรมเน็ตความเร็วสูง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการโทรคมนาคม เมื่อประเทศเวียดนามตัดสินใจเดินหน้าอนุมัติใบอนุญาตอย่างเป็นทางการให้กับบริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในระยะแรกได้มีการจำกัดจำนวนผู้ใช้งานไว้ที่ 600,000 ราย เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมอย่างสายไฟเบอร์ออปติกเข้าไม่ถึง หรือมีสัญญาณที่ไม่เสถียร
การอนุมัติในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดทางให้ Starlink สามารถดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับและส่งสัญญาณได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่รบกวนระบบสื่อสารไร้สายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งทางหน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนามมองว่า นี่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดช่องว่างทางดิจิทัล โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล แถบภูเขา หรือตามเกาะแก่งต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุหรือน้ำท่วม ที่โครงข่ายภาคพื้นดินอาจได้รับความเสียหาย
หมากเกมการเมืองและการค้ากับสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวของเวียดนามครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยเวียดนามกำลังพยายามเจรจาเพื่อขอให้สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 ซึ่งในปัจจุบันเวียดนามยังคงถูกเก็บภาษีที่ระดับ 12.5 เปอร์เซ็นต์ การเปิดตลาดให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ เข้ามาลงทุน จึงอาจเป็นแต้มต่อสำคัญในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในขณะที่ประเทศไทยกลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไป แม้จะมีข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้ามาขยายธุรกิจโทรคมนาคมในไทย แต่เรายังคงยึดมั่นในหลักการความมั่นคงของชาติอย่างเคร่งครัด โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ไทยมีกฎหมายจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในกิจการโทรคมนาคมไว้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการแทรกแซงและรักษาอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลเอาไว้
ทำไมไทยถึงยังคงปิดประตู?
เหตุผลหลักที่ประเทศไทยไม่เปิดรับให้บริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ในกิจการโทรคมนาคม คือประเด็นเรื่องความมั่นคงและอำนาจอธิปไตย แม้ว่าเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำจะมีประโยชน์มหาศาลในการแก้ปัญหาจุดบอดสัญญาณสื่อสาร แต่การยอมให้ต่างชาติเข้ามาควบคุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่เราเลือกที่จะใช้ช่องทางอื่นในการต่อรอง เช่น การพิจารณาซื้อสินค้าหรือเครื่องบินจากสหรัฐฯ หรือการปรับลดภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าอื่นๆ แทนการแลกเปลี่ยนด้วยการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของคนไทยโดยตรง
สรุปได้ว่า ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเลือกใช้โมเดลการเปิดรับเพื่อแลกกับความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงและกฎหมายในประเทศเป็นที่ตั้ง ซึ่งถือเป็นสมดุลที่ท้าทายท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน
ที่มา : youtube channel Nation Online
