สถานการณ์การบริโภคภาคเอกชนไทยภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน
ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยถือเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 60% ของ GDP ประเทศ จากการประเมินโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC พบว่าแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคเอกชนมีทิศทางชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5-6% ในอดีต ปัจจุบันกลับเหลือเพียงประมาณ 2.6% ในปีนี้ และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.9% ในปีหน้า ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตโควิด-19
ปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดรั้งการบริโภค
แรงกดดันหลักที่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนเติบโตได้ยากประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นกระจกสะท้อนถึงการตัดสินใจใช้จ่ายที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง
2. การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบากขึ้น
แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 95.5% ในช่วงโควิด-19 มาอยู่ที่ระดับ 87% แต่การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น แต่เป็นการลดลงที่เกิดจากการเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินเชื่อภาคครัวเรือนเติบโตติดลบมาแล้ว 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย สะท้อนถึงคุณภาพหนี้ที่ยังคงเปราะบางและสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
3. รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้าและสวนทางกับรายจ่าย
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า รายได้ของครัวเรือนไทยในช่วงครึ่งปีแรกเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 2 ปีที่แล้วกลับลดลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติและน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า 70% ของกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ในขณะที่ 90% ของผู้บริโภคมีรายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น
กับดักรายได้ไม่พอรายจ่าย: ปัญหาที่ลามถึงกลุ่มรายได้สูง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่ายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาท) เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางและค่อนไปทางสูง (30,000-50,000 บาท) อีกด้วย โดยประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และที่น่าตกใจคือผู้ที่มีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายกว่า 35% มีภาระหนี้ต่อเดือนสูงเกินกว่า 60% ของรายได้ และในกลุ่มรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทนั้น มีถึง 20% ที่ต้องจ่ายหนี้มากกว่ารายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน
ทางออกและการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การจะก้าวข้ามกับดักนี้ได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีแนวทางที่ควรพิจารณาคือ 3 ป. ได้แก่
1. ปรับสภาพแวดล้อม
ภาครัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินและมาตรการควบคุมสินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม
2. ปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
สถาบันการเงินต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยลดภาระหนี้ได้จริง และควรมอบรางวัลหรือแรงจูงใจให้กับลูกหนี้ที่รักษาวินัยการเงินได้ดี เพื่อสนับสนุนการปิดหนี้ให้เร็วขึ้น
3. เปลี่ยนพฤติกรรมลูกหนี้
ตัวลูกหนี้เองจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย วางแผนการเงินให้รัดกุม และพยายามหารายได้เพิ่มเพื่อมาเติมเต็มส่วนต่างที่ขาดหายไป เพราะหากเศรษฐกิจไม่เติบโตและรายได้ไม่เพิ่มขึ้น การแก้หนี้ที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้ออกจากวงจรนี้ได้อย่างยั่งยืน
ที่มา : youtube channel THE STANDARD WEALTH
