วิกฤตพลังงานกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของตุรกี
ในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าตกใจในตลาดการเงินโลก เมื่อราคาของทองคำเริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งสาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากปัจจัยทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มันคือผลกระทบที่รุนแรงจากวิกฤตพลังงานที่บีบคั้นให้หลายประเทศต้องยอมสละทรัพย์สินสำรองที่มีค่าที่สุดอย่างทองคำ เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นน้ำมันดิบสำหรับหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ กรณีของตุรกีถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ โดยมีการรายงานว่าประเทศตุรกีได้เทขายทองคำสำรองออกไปถึง 52 ตัน รวมกับสัญญา Gold Swap อีก 60 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมัน
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกับทางเลือกสุดท้าย
ก่อนหน้าที่ตุรกีจะตัดสินใจขายทองคำ พวกเขาได้พยายามระบายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกมาจนเกือบหมดคลัง จากเดิมที่เคยถือครองอยู่สูงถึง 15,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการขายทิ้งถึง 90 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ความเดือดร้อนนั้นรุนแรงเพียงใด เพราะการที่ประเทศหนึ่งต้องยอมงัดเอาสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดออกมาขายท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวน ย่อมหมายความว่าพลังงานคือสิ่งที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขับเคลื่อนทั้งโรงพยาบาล ระบบขนส่ง และภาคการผลิต ซึ่งหากขาดไปย่อมหมายถึงหายนะของประเทศ
กลไกราคาและการปั่นป่วนของตลาดโลก
สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือความเหือดแห้งทางเศรษฐกิจระดับโลก เมื่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส หากเส้นทางนี้มีปัญหาหรือราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศเหล่านี้จะถูกกดดันให้ต้องเทขายสินทรัพย์เพื่อหนีตาย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะเมื่อทุกคนพร้อมใจกันเทขาย จะทำให้ราคาพันธบัตรร่วงลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบมากขึ้น จนอาจเกิดสภาวะ Bond Run หรือการแห่เทขายพันธบัตรที่อาจกลายเป็นจุดจบของเสถียรภาพทางการเงินในปัจจุบัน
ความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาตลาดพันธบัตร
สหรัฐอเมริกาทราบดีถึงอันตรายนี้ จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อตรึงราคาพลังงานไม่ให้พุ่งสูงจนเกินควบคุม หนึ่งคือการระบายคลังน้ำมันสำรองเชิงกลยุทธ์ (SPR) ออกมาขายให้ตลาดโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ และสองคือการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อเพิ่มซัพพลายในตลาดให้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะความใจดี แต่เป็นการสกัดกั้นไม่ให้ประเทศต่างๆ เกิดความตื่นตระหนกจนต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาพร้อมกัน
บทเรียนจากอดีตและอนาคตที่น่ากังวล
หากเรามองย้อนไปในอดีต จะพบว่าเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงต้มยำกุ้งและศรีลังกาในปี 2022 เมื่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบหมดคลัง จนต้องปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวและเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง สิ่งที่น่ากังวลคือหากน้ำมันแตะระดับ 150-160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ เบาะรองรับแรงกระแทกทั้งคลังน้ำมันสำรองและทุนสำรองของหลายประเทศจะหมดลง และเมื่อนั้นวิกฤตความเหือดแห้งทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นโดมิโนที่ลุกลามไปทั่วโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ที่มา : youtube channel Sai_MoneyMonster
