ไขปมปริศนาธุรกิจ: ทำไมถึงอยากขาย KFC ในวันที่กำลังไปได้สวย?
หลายคนอาจจะกำลังตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับกลยุทธ์ของไทยเบฟ (ThaiBev) เมื่อมีกระแสข่าวหนาหูว่ายักษ์ใหญ่รายนี้กำลังพิจารณาทางเลือกในการขายธุรกิจแฟรนไชส์ KFC ในประเทศไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว KFC ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับกลุ่มบริษัทมาโดยตลอด หากเราลองมองในมุมของนักลงทุนทั่วไป ธุรกิจที่มีสาขากว่า 500 แห่ง มีกำไรปีละหลายร้อยล้านบาท และเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดสูงขนาดนี้ ดูไม่มีเหตุผลใดที่ต้องรีบขายทิ้ง
แต่หากมองในมุมของกลยุทธ์การบริหารธุรกิจระดับโลก การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลว แต่เกิดจากการมองหาโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรเงินทุน (Capital Allocation) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผมจะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังกระบวนการคิดของไทยเบฟ รวมถึงวิเคราะห์ว่าทำไมการถือครองสิทธิ์แฟรนไชส์ที่ดูเหมือนจะดี ถึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาใหม่ในอนาคต
ในมุมมองทางธุรกิจ สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือไทยเบฟไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ KFC โดยตรง แต่เป็นเพียงผู้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ภายใต้การกำกับดูแลของ Yum! Brands ซึ่งนั่นหมายความว่าทุกการตัดสินใจ ทุกสูตรอาหาร และทุกนโยบาย ต้องผ่านการอนุมัติจากเจ้าของแบรนด์แม่เสมอ การเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย แม้จะดูหรูหรา แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความคล่องตัวและการบริหารจัดการแบรนด์ที่เป็นของคนอื่น
วิเคราะห์สถานะทางการเงิน: เมื่อกำไรลดลง แต่เป้าหมาย 2030 ยังคงอยู่
หากเราย้อนกลับไปดูตัวเลขผลประกอบการในส่วนของธุรกิจอาหาร (Food Segment) ของไทยเบฟในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะพบข้อสังเกตที่น่าสนใจ รายได้รวมในกลุ่มนี้มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ประมาณ 1.6% ซึ่งถือว่าแทบจะหยุดนิ่ง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือกำไรที่ลดลงไปถึง 44% ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ KFC จะเป็นตัวแบกหลักที่สร้างกำไร แต่ต้นทุนในการบริหารจัดการและการแข่งขันในตลาดร้านอาหารนั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ 2030 ของไทยเบฟไม่ได้ระบุว่าต้องการเลิกทำธุรกิจอาหาร แต่พวกเขากำลังมองหาโมเดลธุรกิจอาหารที่ "คุ้มค่า" ที่สุดในการถือครอง การที่ไทยเบฟแต่งตั้ง Bank of America เข้ามาประเมินความสนใจและสำรวจราคาตลาด จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาต้องการรู้ว่า ในวันที่ KFC ยังทำเงินได้ดีที่สุด จะมีใครที่กล้าจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อสิทธิ์นี้ไปบริหารต่อหรือไม่ ซึ่งนั่นหมายถึงการนำเงินก้อนโตกลับมาหมุนเวียนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักที่เป็นเครื่องดื่ม หรือนำไปลงทุนในแบรนด์อาหารที่ไทยเบฟสามารถเป็นเจ้าของและควบคุมทิศทางได้เบ็ดเสร็จมากกว่า
เปิดรายชื่อผู้เข้าชิง: ใครบ้างที่มีศักยภาพพอจะรับช่วงต่อ?
การจะซื้อธุรกิจที่มีสาขาถึง 500 แห่งทั่วประเทศไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ผู้ที่จะเข้ามาซื้อได้ต้องเป็นกลุ่มทุนที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและระบบโลจิสติกส์ ในปัจจุบันเราเห็นผู้เล่นหลักๆ ในตลาดนี้อยู่ 3 ราย ได้แก่ CRG ของกลุ่มเซ็นทรัล, RD ของ Devyani International จากอินเดีย และไทยเบฟเอง
หากถามว่าใครน่าจะเป็นตัวเก็งที่สุด คำตอบที่น่าสนใจคือกลุ่มที่มีธุรกิจ KFC อยู่ในมือแล้วอย่าง CRG หรือ RD เพราะหากพวกเขาซื้อสิทธิ์เหล่านี้ไป จะเกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ทันที ต้นทุนการจัดซื้อวัตถุดิบจะลดลง และที่สำคัญที่สุดคือ "การซื้อเวลา" เพราะการขยายสาขาให้ได้ 500 แห่งต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ หากพวกเขายอมจ่ายเงินก้อนใหญ่ในวันนี้เพื่อครอบครองส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้น ก็อาจเป็นดีลที่คุ้มค่าสำหรับกลยุทธ์ระยะยาวของพวกเขา
ม้ามืดแห่งวงการ: กลุ่ม CP กับโอกาสการต่อยอดห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งชื่อที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์นี้คือกลุ่ม CP ซึ่งหากมองในมุมของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะพบว่า CP มีความได้เปรียบมหาศาล เพราะพวกเขามีต้นน้ำคือฟาร์มไก่และการผลิตอาหาร หากได้ KFC มาอยู่ในมือ ก็เท่ากับการได้ช่องทางระบายสินค้าปลายน้ำขนาดใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วไทย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ต้องไปวัดกันที่เงื่อนไขของ Yum! Brands ว่าจะอนุญาตให้ใช้ไก่จาก CP โดยตรงได้หรือไม่ หากเคลียร์ประเด็นนี้ได้ CP จะกลายเป็นผู้เล่นที่น่ากลัวที่สุดในดีลนี้ทันที
สรุปภาพรวม: ผลกระทบต่อผู้บริโภคและอนาคตของ KFC
ในมุมของผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ผมมองว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอยู่ในมือใคร การเปลี่ยนแปลงหน้าร้านหรือรสชาติอาหารคงไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะมาตรฐานของ KFC ถูกควบคุมโดยบริษัทแม่อย่างเข้มงวด แต่สิ่งที่อาจเปลี่ยนไปคือ "โปรโมชั่น" และ "วิธีการทำตลาด" ที่เจ้าของรายใหม่แต่ละรายอาจนำกลยุทธ์ที่แตกต่างมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย
โดยสรุป การที่ไทยเบฟพิจารณาขาย KFC ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เพราะพวกเขาเห็นว่า "เงิน" ที่ได้รับจากการขายในวันที่แบรนด์มีมูลค่าสูงสุด จะสามารถนำไปต่อยอดสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในธุรกิจอื่นได้ดีกว่า นี่คือหัวใจของการบริหารพอร์ตโฟลิโอในระดับบริษัทมหาชน ที่เน้นความคุ้มค่าของเงินทุนเป็นที่ตั้ง หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง เราคงได้เห็นการปรับโครงสร้างธุรกิจอาหารในไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ที่มา : youtube channel The TungLak
