เจาะลึกตำนานไวกิ้ง: พวกเขาไม่ใช่แค่โจรทะเล
เมื่อพูดถึงชาวไวกิ้ง ภาพจำที่หลายคนมักนึกถึงคือเหล่านักรบผู้โหดเหี้ยม สวมหมวกเหล็กที่มีเขาแหลมคม ล่องเรือมังกรออกปล้นสะดมไปทั่วชายฝั่งยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของชาวไวกิ้งมีความลึกซึ้งและซับซ้อนกว่านั้นมาก พวกเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่าไวกิ้ง แต่คำว่า 'ไวกิ้ง' ในภาษาเก่าแก่ของชาวนอสโบราณนั้นหมายถึง 'อาชีพ' หรือการออกเดินทางเพื่อสำรวจและค้าขายเสียมากกว่า
ชาวไวกิ้งที่แท้จริงคือชาวนอส (Norsemen) หรือผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ซึ่งในยุคสมัยนั้นพวกเขามีทักษะการเดินเรือที่ก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง การเปลี่ยนมุมมองจากโจรทะเลมาเป็นนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ จะทำให้เราเห็นว่าพวกเขามีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงดินแดนต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งในยุโรป รัสเซีย ไปจนถึงทวีปอเมริกาเหนือ
ความเข้าใจผิดเรื่องหมวกที่มีเขานั้นเป็นเพียงตำนานที่ถูกแต่งเติมขึ้นมาในภายหลัง หมวกเหล็กที่ชาวไวกิ้งใช้จริงเป็นทรงกลมเรียบง่ายหรือไม่มีหมวกเลยด้วยซ้ำ เพราะในโลกของการต่อสู้จริง หมวกที่มีเขาจะกลายเป็นภาระและอันตรายมากกว่าประโยชน์ใช้สอย
จุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งไวกิ้ง ณ เกาะลินดิสฟาร์น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคไวกิ้ง คือเหตุการณ์บุกปล้นอารามเซนต์คัธเบิร์ต บนเกาะลินดิสฟาร์น ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ. 793 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วคริสตจักร เพราะในยุคนั้นมีกติกาทางใจว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างวัดวาอารามจะไม่ถูกรบกวน
การที่โบสถ์มีแต่พระสงฆ์และไม่มีกองกำลังทหารป้องกัน ทำให้ที่นี่กลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายดายสำหรับชาวไวกิ้งที่ล่องเรือมาเพื่อหาขุมทรัพย์ สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่หนังสือศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นทองคำ อัญมณี และข้าวของมีค่าเพื่อนำไปเป็นเรื่องเล่าและตำนานให้แก่คนรุ่นหลัง เพราะในความเชื่อของชาวนอส ชีวิตหลังความตายใน 'วัลฮัลลา' จะมอบให้แก่ผู้ที่กล้าหาญและสร้างชื่อเสียงไว้เท่านั้น
วิศวกรรมเรือดราการ์: หัวใจของความน่าเกรงขาม
เรือของชาวไวกิ้งที่รู้จักกันในชื่อ 'ดราการ์' (Drakkar) คือผลงานทางวิศวกรรมชั้นยอดที่มีความยืดหยุ่นและเร็วที่สุดในยุคนั้น จุดเด่นคือการเป็นเรือท้องแบนที่กินน้ำน้อยมาก ทำให้พวกเขาสามารถแล่นเข้าได้แม้ในแม่น้ำที่ตื้นเขินหรือเกยหาดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาท่าเรือ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรือรบยุโรปในสมัยนั้นทำไม่ได้
นอกจากความเร็วที่เหนือกว่าเรือทั่วไปถึงสองเท่าแล้ว เรือไวกิ้งยังสามารถแบกข้ามทวีปหรือข้ามแม่น้ำได้ด้วยแรงคน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงพื้นที่ใจกลางทวีปที่ไม่มีใครคาดคิด การสร้างเรือแต่ละลำต้องใช้เวลาคัดเลือกไม้ที่เหนียวและยืดหยุ่น โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างขนสัตว์ชุบน้ำมันเพื่ออุดรอยต่อระหว่างแผ่นไม้ ทำให้เรือสามารถต้านทานพายุกลางมหาสมุทรได้อย่างดีเยี่ยม
ทักษะการเดินเรือและการพิชิตอเมริกาเหนือ
แม้จะไม่มีเข็มทิศหรือ GPS ชาวไวกิ้งกลับสามารถเดินเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยการสังเกตธรรมชาติ ทั้งตำแหน่งดวงอาทิตย์ ดวงดาว พฤติกรรมของนก หรือแม้แต่การดมกลิ่นแผ่นดินและสีของน้ำทะเล และสิ่งที่เป็นปริศนามานานคือ 'หินสุริยะ' (Sunstone) ซึ่งเป็นผลึกแร่ที่ช่วยให้พวกเขาระบุตำแหน่งดวงอาทิตย์ได้แม้ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม
หลักฐานการค้นพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของไวกิ้งในแคนาดา ทำให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาไปถึงทวีปอเมริกาเหนือก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เกือบ 500 ปี แม้พวกเขาจะไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรจนเปลี่ยนโลกเหมือนยุคโคลัมบัส แต่ความสำเร็จในการข้ามมหาสมุทรด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ คือหลักฐานความกล้าหาญที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
ระบบสังคมและมรดกที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
ระบบสังคมไวกิ้งไม่ได้ป่าเถื่อนอย่างที่หลายคนคิด พวกเขามีระบบสภาที่เรียกว่า 'ติง' (Thing) ที่อนุญาตให้เสรีชนสามารถโหวตและตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบลูกขุนในปัจจุบัน นอกจากนี้พวกเขายังให้ความสำคัญกับครอบครัวและบรรพบุรุษอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการเรียกชื่อตัวบุคคลที่ต้องระบุชื่อพ่อหรือแม่เสมอ
ในท้ายที่สุด ชาวไวกิ้งไม่ได้หายไปไหน แต่พวกเขาได้หลอมรวม (Blend-in) เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนที่พวกเขาไปตั้งรกราก ทั้งในฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษ ทำให้ตำนานของพวกเขายังคงแฝงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลกจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง ราชวงศ์ หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง 'บลูทูธ' ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อกษัตริย์ไวกิ้งนั่นเอง
ที่มา : youtube channel REAL
