วิกฤตว่างงานคนรุ่นใหม่ในจีน: ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากเกินแก้ไข
ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคนรุ่นใหม่ในประเทศจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี ที่กำลังเผชิญกับปัญหาว่างงานในอัตราที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน อัตราการว่างงานของคนกลุ่มนี้ขยับขึ้นจาก 18.2% ในเดือนเมษายน ไปสู่ 20.4% ในเดือนพฤษภาคม และทำลายสถิติที่ 20.8% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งหมายความว่าคนรุ่นใหม่ 1 ใน 5 คนในจีนกำลังตกงานและไม่มีงานทำอย่างเป็นทางการ
ความไม่สอดคล้องระหว่างการศึกษาและตลาดแรงงาน
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ใน Wall Street วิเคราะห์ว่า ปัญหาการว่างงานนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากหลักสูตรการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีรัฐบาลจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาแทรกแซงและกวาดล้างอุตสาหกรรมต่างๆ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น การปราบปรามสถาบันกวดวิชาในปี 2019-2021 ส่งผลให้เยาวชนที่จบสายศึกษาศาสตร์ตกงานทันที ต่อมาเมื่อกระแสเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซเติบโต นักเรียนนักศึกษาต่างมุ่งเรียนสายไอทีเพื่อหวังความมั่นคง แต่รัฐบาลกลับเข้ามาจัดระเบียบกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba, Tencent และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ต้องประกาศลดการจ้างงานลงอย่างมหาศาล
กลยุทธ์ของรัฐบาลและการตอบโต้จากคนรุ่นใหม่
รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเสนอทางออกที่ดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น การแนะนำให้คนหนุ่มสาวอย่าเลือกงาน และให้ย้ายออกจากเมืองใหญ่เพื่อไปสร้างเนื้อสร้างตัวในชนบทแทน ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้คำแนะนำในลักษณะนี้ผ่านการตอบจดหมายนักเรียนที่ทำงานในชนบทและชื่นชมความอดทนต่อความยากลำบาก ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าแนวคิดนี้ล้าหลังและเป็นการดูถูกความพยายามของพวกเขาที่เรียนจบสูงมาเพื่อหวังชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมเมือง
วัฒนธรรมการนอนราบและการประชดประชันสังคม
ท่ามกลางความท้อแท้ คนรุ่นใหม่ได้หันไปหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจผ่านการไปวัดไหว้พระขอพร หรือแม้แต่การใช้รหัสลับอย่าง กงยี่จิ (Kong Yiji) ตัวละครจากวรรณกรรมที่ล้มเหลวในการสอบราชการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประชดประชันสภาพสังคมที่คนมีการศึกษาแต่กลับไม่มีงานทำ นอกจากนี้ยังมีค่านิยม ทางผิง (Tang Ping) หรือการนอนราบ ที่แสดงถึงการไม่ต้องการแข่งขัน ไม่ต้องการทำงานหนักเพื่อระบบทุนนิยมอีกต่อไป ซึ่งเป็นการต่อต้านเงียบๆ ต่อแรงกดดันจากรัฐบาลที่ต้องการให้เยาวชนเสียสละตนเองเพื่อฟื้นฟูชาติ
อนาคตที่ยังมืดมนและทางออกที่ยังไม่ชัดเจน
นักวิเคราะห์มองว่าปัญหาการขาดแคลนงานไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของคนรุ่นใหม่ แต่เกิดจากการบริหารจัดการของรัฐในช่วงโควิดและการใช้นโยบายที่เข้มงวดเกินไปจนภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน การที่รัฐบาลพยายามบีบให้เยาวชนทิ้งปริญญาไปทำอาชีพใช้แรงงาน เช่น ส่งอาหาร หรือทำเกษตร ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ซึ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังแบกรับภาระหนี้สินและความกดดันทางจิตใจ เวลาดังกล่าวอาจนานเกินกว่าที่พวกเขาจะรอคอยได้ และอาจกลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในอนาคต
ที่มา : youtube channel THE STANDARD
