อินโดนีเซียรุกหนักท้าชนไทย ชิงตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อาเซียน
ในขณะที่สงครามยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทวีความร้อนแรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซียได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการท้าชนประเทศไทยเพื่อแย่งชิงตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยได้มีการเชิญชวนให้โตโยต้าย้ายฐานการผลิตหลักมายังอินโดนีเซีย พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์มหาศาลเพื่อดึงดูดใจนักลงทุนรายใหญ่รายนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในงานแสดงรถยนต์และเทคโนโลยียานยนต์ขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของรัฐบาลอินโดนีเซียที่ต้องการยกระดับประเทศให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก และสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างจริงจัง
ศักยภาพของอินโดนีเซียในมุมมองรัฐบาล
ทางด้านรัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียได้ให้เหตุผลว่า ประเทศของตนมีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มากกว่าไทย โดยพิจารณาจากแนวโน้มยอดขายรถยนต์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยอมรับว่าในอดีตอินโดนีเซียอาจยังขาดแรงจูงใจในการลงทุนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นในอนาคต
ปัจจุบันโตโยต้ามีโรงงานในอินโดนีเซียแล้วถึง 5 แห่ง แต่ยังคงต้องพึ่งพาไทยสำหรับการนำเข้ารถยนต์บางรุ่น เช่น ไฮลักซ์ รวมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างคัมรีและโคโรลล่า อัลติส ซึ่งหากมีการย้ายฐานการผลิตหลักเกิดขึ้นจริง อินโดนีเซียพร้อมที่จะมอบสิทธิประโยชน์ทุกอย่างตามที่บริษัทต้องการ
เปรียบเทียบตลาดรถยนต์ไทยและอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีแรก 2026
ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 เผยให้เห็นการเติบโตของทั้งสองตลาด โดยอินโดนีเซียมียอดขายสะสม 436,564 คัน เพิ่มขึ้น 16% ในขณะที่ประเทศไทยมียอดขายสะสม 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% ซึ่งในทั้งสองประเทศ โตโยต้ายังคงครองความเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศกำลังเร่งออกมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน
อินโดนีเซียเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 500,000 คัน พร้อมเสนอการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุดถึง 100% ในขณะที่ประเทศไทยภายใต้การบริหารของกระทรวงการคลัง ก็กำลังเตรียมคลอดมาตรการภาษีใหม่เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศแทนการนำเข้าเพียงอย่างเดียว โดยเน้นเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
มาตรการใหม่ของไทยจะมีความแตกต่างจากโครงการ EV 3.0 และ EV 3.5 เดิม โดยจะเปลี่ยนจากการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่บริษัทผู้ผลิต เป็นการเน้นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยึดโยงกับการลงทุนจริง ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องสำรองเงินภาษีจำนวนมากและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง โดยมาตรการนี้คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้
ที่มา : youtube channel TNN
