ทบทวนโจทย์ชีวิตกับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทในกรุงเทพฯ
การใช้ชีวิตด้วยค่าแรงขั้นต่ำในมหานครอย่างกรุงเทพมหานครเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่แตะหลัก 4 ครั้งแรกสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ผมจึงตัดสินใจหยิบเอาความท้าทายเดิมที่เคยทำไว้เมื่อ 3 ปีก่อนกลับมาทดลองใหม่อีกครั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบันที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการเงินเพียง 400 บาทต่อวันนั้นมีความยากง่ายเพียงใด
ในอดีตเมื่อ 3 ปีก่อน ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 353 บาท ซึ่งในตอนนั้นผู้คนให้ความสนใจอย่างล้นหลามและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง มาถึงวันนี้แม้ตัวเลขจะขยับขึ้นมาเป็น 400 บาท แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริง ทั้งระยะทางในการเดินทางที่ไกลขึ้น และการย้ายสถานที่ทำงานมาอยู่ย่านปิ่นเกล้าในขณะที่พักอาศัยอยู่ย่านรามอินทรา ทำให้โจทย์ของการใช้ชีวิตในวันนี้มีความซับซ้อนและท้าทายกว่าเดิมหลายเท่าตัว
การทดลองครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การจำลองชีวิตพนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางจากบ้านไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันด้วยงบประมาณที่จำกัด โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่มีการซื้อน้ำดื่มระหว่างทาง แต่ต้องเตรียมมาจากที่พัก และต้องใช้การเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก เพื่อดูว่าในงบ 400 บาทนี้ จะเหลือเงินสำหรับค่าอาหารและค่าใช้จ่ายจุกจิกอื่นๆ ได้มากน้อยเพียงใด
ความท้าทายของการเดินทางและปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
จุดเริ่มต้นของวันคือการเดินทางจากรามอินทราไปยังออฟฟิศที่ปิ่นเกล้า ซึ่งถือเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าถือเป็นทางเลือกหลัก แต่ความยากลำบากไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ค่าโดยสาร แต่มันคือเรื่องของเวลาและสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ในวันที่มีการทดสอบ จู่ๆ กรุงเทพฯ ก็เกิดฝนตกหนักแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้การเดินทางที่ควรจะราบรื่นกลับกลายเป็นความลุ้นระทึก
การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในปัจจุบันแม้จะเชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเช่นกัน สำหรับทริปนี้ค่าเดินทางรวมไป-กลับทะลุหลักร้อยบาทไปแล้ว ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ 400 บาทต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้นหากวันไหนฝนตกหนัก การพึ่งพารถจักรยานยนต์รับจ้างอาจไม่ตอบโจทย์ และการเรียกใช้บริการรถยนต์ส่วนบุคคลก็มักจะมีราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสภาพการจราจรที่ติดขัด
ปัญหาที่ตามมาจากการเดินทางที่ยาวนานคือความเหนื่อยล้า เมื่อเดินทางมาถึงออฟฟิศในเวลาที่ต้องเริ่มงานพอดี ร่างกายก็แทบจะหมดพลังงานแล้ว การเดินทาง 2-3 ชั่วโมงต่อวันถือเป็นการสูญเสียทั้งเวลาและพลังงานที่อาจนำไปใช้พัฒนาทักษะหรือพักผ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือบทเรียนแรกที่พบว่าการเลือกที่พักให้ใกล้ที่ทำงานคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารชีวิตพนักงานออฟฟิศ
งบประมาณที่เหลืออยู่กับการใช้ชีวิตในออฟฟิศ
หลังจากหักลบค่าเดินทางออกไป เงินที่เหลืออยู่ในมือคือส่วนที่จะต้องใช้สำหรับค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากหากต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด ในออฟฟิศมีสวัสดิการบางอย่าง เช่น น้ำดื่ม หรือกาแฟ ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้บ้าง แต่ในความเป็นจริง ชีวิตในออฟฟิศมักมีค่าใช้จ่ายแฝงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทำบุญวันเกิด การเลี้ยงฉลอง หรือแม้แต่การซื้อของกินเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมงาน
มีหลายครั้งที่การคำนวณงบประมาณผิดพลาด เช่น การแวะซื้อของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะถูก แต่เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่กระทบต่อมื้อหลักของวัน ความหิวโหยในตอนบ่ายมักจะบีบให้เราต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารประทังชีวิต ซึ่งบางครั้งก็เกินงบที่ตั้งไว้ไปมาก หากไม่มีสวัสดิการจากออฟฟิศเข้ามาช่วยสนับสนุน สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่านี้
บทเรียนจากการพยายามจำกัดงบประมาณคือเรามักจะมองข้ามเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคม หรือความจำเป็นที่ต้องซื้อของใช้จำเป็นกะทันหัน ซึ่งค่าแรง 400 บาทนั้นแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้สำหรับความผิดพลาดเลย ทุกอย่างต้องถูกวางแผนไว้อย่างละเอียดและห้ามหลุดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่าทำได้ยากมากในสภาพสังคมปัจจุบัน
มุมมองต่อค่าแรงขั้นต่ำและคุณภาพชีวิต
เมื่อจบวันและสรุปตัวเลขทั้งหมด ผมพบว่าการใช้ชีวิตด้วยค่าแรง 400 บาทให้รอดนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หากหักลบค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าห้องพัก ค่าน้ำค่าไฟ และค่าเดินทางออกไปอย่างจริงจัง เงินที่เหลืออยู่นั้นแทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในเมืองหลวง การเดินทางที่ยาวนานและเหนื่อยล้าส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขในชีวิต
สิ่งที่สะท้อนออกมาจากการทดสอบนี้คือ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นตามราคาค่าครองชีพ แม้ค่าแรงจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไล่ตามไม่ทันกับราคาของกินของใช้และค่าเดินทางที่แพงขึ้นในทุกปี สำหรับคนที่ต้องอาศัยอยู่ไกลจากที่ทำงานเพราะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่พักในเมืองได้ การเดินทางจึงกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่สูงที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท้ายที่สุด การทดลองนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าค่าแรงเท่าไหร่ถึงจะพอ แต่เพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคนทำงานหลายล้านคนที่ต้องสู้กับตัวเลขที่จำกัดทุกวัน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาดูแลเรื่องระบบขนส่งสาธารณะที่ราคาถูกและเข้าถึงได้ง่าย หรือมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่ตรงจุดมากกว่านี้ อาจจะเป็นทางออกที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนทำงานในกรุงเทพฯ ดีขึ้นได้มากกว่าการปรับค่าแรงเพียงอย่างเดียว
ที่มา : youtube channel มีนาคม
