Otis กับความยิ่งใหญ่ในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมลิฟต์
เมื่อพูดถึงลิฟต์ที่ติดตั้งอยู่ในแลนด์มาร์คสำคัญระดับโลกอย่างหอไอเฟล อาคารเบิร์จคาลิฟา หรือตึกเอ็มไพร์สเตท ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคือ Otis บริษัทผู้ผลิตลิฟต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียง แต่ยังมีความเชี่ยวชาญในการทดสอบความทนทานของระบบในห้องปฏิบัติการสุดล้ำที่เมืองบริสตอล รัฐคอนเนตทิคัต ไม่ว่าจะเป็นการจำลองสภาพอากาศสุดโหด ทั้งความชื้นสูง ไอเกลือ อุณหภูมิที่แปรปรวน หรือแม้แต่พายุทราย เพื่อให้มั่นใจว่าลิฟต์ของบริษัทจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นในทุกสภาวะการณ์
โมเดลธุรกิจที่เน้นความมั่นคงท่ามกลางกระแสความผันผวน
ในขณะที่ตลาดการลงทุนส่วนใหญ่กำลังตื่นเต้นไปกับหุ้นกลุ่ม AI แต่ธุรกิจของ Otis กลับมุ่งเน้นไปที่ความเสถียรและความยั่งยืนในระยะยาว บริษัทมีรายได้มหาศาลกว่า 14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมีกลยุทธ์หลักคือการเติบโตผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) และสังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเคลื่อนที่อย่างสะดวกสบาย
กลยุทธ์การเติบโตผ่านตลาดอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจุบัน Otis มองเห็นโอกาสมหาศาลจากภาวะขาดแคลนที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการอาคารแบบมัลติแฟมิลีหรือคอนโดมิเนียมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ในตลาดที่มีการเติบโตสูงอย่างอินเดียและความต้องการโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วโลก ก็ถือเป็นโอกาสทองที่สอดรับกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นอย่างดี เพราะตราบใดที่อาคารมีความสูงมากกว่าสองชั้นขึ้นไป นั่นคือเป้าหมายสำคัญของบริษัท รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ล้วนจำเป็นต้องใช้ระบบลิฟต์ที่มีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนผ่านสู่บริการแบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
จุดเด่นที่ทำกำไรให้ Otis มากกว่า 90% ของกำไรทั้งหมดไม่ใช่การขายลิฟต์ใหม่ แต่คือธุรกิจบริการ (Service Business) ซึ่งรวมถึงการบำรุงรักษาและการปรับปรุงระบบ (Modernization) บริษัทได้เปลี่ยนจากการใช้คู่มือกระดาษแบบเดิมมาสู่การใช้แอปพลิเคชัน Command App บนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถวิเคราะห์ปัญหาและปรับจูนระบบได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการใช้เซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนเพื่อตรวจจับความผิดปกติก่อนที่ปัญหาจริงจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าให้ยาวนานที่สุด
ความท้าทายในตลาดจีนและการปรับตัวครั้งใหญ่
จีนเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตของ Otis แต่เมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเริ่มอิ่มตัวและรัฐบาลเข้ามากำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น สัดส่วนรายได้จากจีนจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ใหม่โดยหันไปมุ่งเน้นธุรกิจบริการในจีนเสมือนตลาดที่โตเต็มที่แล้วเช่นเดียวกับในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แทนที่จะเน้นการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพียงอย่างเดียว
บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต
แม้จะมีข่าวการควบรวมกิจการของคู่แข่งอย่าง Kone และ TK Elevator ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างตลาดในอนาคต แต่ Otis ยังคงมั่นใจในศักยภาพของตนเอง โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพบริการและการรักษาฐานลูกค้าผ่านการเพิ่มจำนวนช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับกระแสการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจที่ดูเหมือนเรียบง่ายอย่างลิฟต์ ก็สามารถเป็นเครื่องจักรทำกำไรที่ทรงพลังและยั่งยืนได้ในทุกยุคสมัย
ที่มา : youtube channel CNBC
