พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกับโจทย์ใหญ่ของโรงภาพยนตร์
ในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมการดูหนังของผู้คนเปลี่ยนไปจากช่วงก่อนวิกฤตโควิดอย่างสิ้นเชิง หลายคนไม่ได้เข้าโรงหนังบ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่หันมาเลือกดูเฉพาะเรื่องที่โดนใจจริงๆ เท่านั้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากความไม่สนใจในภาพยนตร์ แต่เกิดจากการที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของเวลาและประสบการณ์ที่ได้รับมากขึ้น เมื่อต้องตัดสินใจออกจากบ้าน ผู้บริโภคจะเกิดการคำนวณต้นทุนแฝงอื่นๆ ทั้งค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการกินดื่ม ทำให้ตัวเลือกความบันเทิงอื่นๆ เช่น การช้อปปิ้งหรือการไปทานบุฟเฟต์ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของโรงภาพยนตร์ไปโดยปริยาย
กลยุทธ์การเติบโตที่ไม่ใช่แค่การฉายหนัง
ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่คนเข้าโรงหนังน้อยลง แต่ตัวเลขรายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ชั้นนำกลับเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 67% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า คำถามสำคัญคือตัวเลขนี้มาจากไหน คำตอบไม่ได้มาจากเพียงการขายปั๊ปคอร์นหรือการสร้างโรงหนังใหม่ แต่มาจากธุรกิจสื่อโฆษณาที่เปลี่ยนนิยามไปสู่การเป็น Media and Experience Space ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่จับต้องได้มากกว่าแค่การแสดงโฆษณาบนจอภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว
การสร้างพื้นที่สื่อรอบด้านและการมีส่วนร่วมกับลูกค้า
ปัจจุบันพื้นที่รอบโรงภาพยนตร์ทั้งหมดได้กลายเป็นสื่อโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นจอ LED ขนาดใหญ่บริเวณโถงล็อบบี้ การจัดกิจกรรม On-ground ที่ให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าจริง รวมถึงการยิงคอนเทนต์ออนไลน์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายผ่านฐานข้อมูลสมาชิก MGEN และการใช้สื่อบนถังป๊อปคอร์น กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ตลอดเส้นทาง (Customer Journey) ทำให้แบรนด์มั่นใจที่จะทุ่มงบประมาณการตลาดกับสื่อโรงภาพยนตร์มากขึ้น เพราะเห็นถึงความคุ้มค่าและผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
ยุคสมัยแห่งการรวมโลกออนไลน์และออฟไลน์
เหตุผลที่สื่อโรงภาพยนตร์ยังคงเติบโตได้แม้ผู้คนจะหันไปใช้บริการ Streaming กันมากขึ้น เป็นเพราะตอนนี้เราเข้าสู่ยุคที่ต้องสร้างสมดุล (Balance) ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน โดยมีเหตุผลสนับสนุน 3 ประการหลัก ประการแรกคือภาวะอิ่มตัวของธุรกิจ Streaming ที่เริ่มเปลี่ยนจากการรายงานจำนวนสมาชิกเป็นการรายงานผลกำไรและรายได้ต่อหัวแทน ประการที่สองคือค่ายหนังยักษ์ใหญ่หันมาใช้โมเดล Hybrid มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการฉายในโรงภาพยนตร์ก่อน เพื่อสร้างกระแสและรายได้ในด่านแรก ก่อนจะนำเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ในระยะยาว
ปรากฏการณ์ภาพยนตร์ระดับ Event
เหตุผลประการที่สามคือความต้องการเสพประสบการณ์ระดับ Event ของผู้บริโภค ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ถ่ายทำด้วยเทคโนโลยีพิเศษ เช่น IMAX หรือการรอคอยภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจสูง ยังคงทำให้ยอดจองตั๋วล่วงหน้าพุ่งทะลุสถิติเดิม สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนยังคงโหยหาประสบการณ์การรับชมในโรงภาพยนตร์ที่การชมผ่านจอที่บ้านไม่สามารถทดแทนได้ สุดท้ายนี้ เป้าหมายของโรงภาพยนตร์ในยุคใหม่จึงไม่ใช่การพยายามดึงคนให้มาดูหนังทุกสัปดาห์ แต่คือการทำให้ทุกครั้งที่ลูกค้าตัดสินใจก้าวเข้าสู่โรงหนัง พวกเขาจะได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่าและมีความหมายมากกว่าเดิม ตั้งแต่วินาทีที่ออกจากบ้านจนกระทั่งเดินกลับออกมาจากโรงภาพยนตร์ครับ
ที่มา : youtube channel กรุงเทพธุรกิจ
